Browsed by
ผู้เขียน: omagiri11

หนึ่งคน หนึ่งการแข่งขัน?

หนึ่งคน หนึ่งการแข่งขัน?

คนญี่ปุ่นจะมีลักษณะที่เป็นสังคมเดียวกันมากที่สุดและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเนื้อเดียวกันทางเชื้อชาติมากที่สุดในโลก
นี่คงเป็นเหตุผลที่ว่าญี่ปุ่นมีการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคหลังสงครามไปสู่ยุค 90 ได้อย่างรวดเร็วมาก ด้วยความเป็นปึกแผ่นทางสังคม แม้จะมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เจ้าหน้าที่ได้ยกเลิกการลงโทษแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นทางการจนถึงทศวรรษที่ 1980 หลังจากนั้นก็อาศัยกลไกการทำงานของเครื่องจักรที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มแรงงานหญิงขึ้นมาแทน
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ คนงานชาวญี่ปุ่นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่พวกเขาทำงานให้ เช่น นักธุรกิจจะต้องแนะนำตัวเองว่า “ผมนิสสัน Takahashi ครับ” นั่นหมายถึง เราอาจได้แนวคิดว่า คนญี่ปุ่นจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสังคมนั้นๆ
อย่างไรก็ตามในปี 2008 นักการเมืองชาวญี่ปุ่นชื่อ Nariaki Nakayama ลาออกหลังจากประกาศว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีลักษณะเฉพาะทางเชื้อชาติ แสดงให้เห็นว่าความคิดเก่าแก่ “หนึ่งคน หนึ่งการแข่งขัน” ซึ่งความคิดนั้นไม่ถูกต้องทางการเมือง
การวิจารณ์คำแถลงของ Nariaki Nakayama เน้นไปที่การไม่สนใจคนพื้นเมือง Ryukyukan ในภาคใต้ของโอกินาวา และชาวAinu จากทางตอนเหนือของเกาะฮอกไกโด ซึ่งถูกตั้งรกรากโดยชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ในปี 1994 เป็นนักการเมืองชาว Ainu คนแรกที่ได้รับเลือกตั้ง กล่าวว่าคนญี่ปุ่นมีความเก่งกาจในการจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันในญี่ปุ่น
การพัฒนาประชากรสมัยใหม่
การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุด ได้มีการให้ประชาชนบอกสัญชาติ ไม่ใช่เชื้อชาติ ดังนั้นประชากรที่แท้จริงของประเทศยังไม่เป็นที่แน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสัญชาติประมาณ 15,000 คนในแต่ละปี การอพยพก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไปอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการตั้งแต่ญี่ปุ่นยุตินโยบายการแยกตัวออกจากกันในช่วงกลางศตวรรษที่ 18
นอกเหนือจากการอพยพของชาวต่างชาติ คนญี่ปุ่นและลูกหลานของพวกเขาก็ได้ทีการย้ายไปอย่างอิสระตั้งแต่เปิดพรมแดน ถึงแม้ว่าการสำรวจสำมะโนประชากรจะไม่รวมพวกเขาไปด้วย แต่ปัจจุบันมีชาวญี่ปุ่นจำนวน 750,000 คนที่มีเชื้อชาติผสมกันรวมทั้งชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ถาวรประมาณ 1.5 ล้านคนในจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 126 ล้านคน
เนื่องจากกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์หลักของประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะไม่พำนักอยู่ในพื้นที่ Kanto และ Kansai ซึ่งเป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเดินทางท่องเที่ยวไป นักท่องเที่ยวอาจรวมผู้ที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นไปในอาจสรุปได้ว่าประชากรชาวญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ชาวผิวขาวมีจำนวนน้อยมาก มีประชากรของครูสอนภาษาอังกฤษจากแถบตะวันตกและพนักงานภาคการเงินเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงโตเกียว แต่ตอนนี้มีข้อ จำกัดในการขยายวีซ่าให้ทำงานพิเศษเกินกว่าสามปีดังนั้นจึงมีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้สิทธิ์เป็นพลเมืองถาวร

กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นมักมีต้นกำเนิดมาจากเกาหลี จีน บราซิล และฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ปี 1970 มีการไหลเข้าอย่างต่อเนื่องของชาวบราซิลเชื้อสายญี่ปุ่น และคนกลุ่มนี้มีจำนวน 5-10% ของประชากรในเขตเมืองอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ทุกวันนี้ประชากรในรุ่นเด็กๆ พูดภาษาแต่ญี่ปุ่นเท่านั้น และก็ไม่ใช่ภาษาของบรรพบุรุษของพวกเขาด้วย นอกเหนือไปจากครอบครัวเหล่านี้แล้ว มีคนงานเป็นจำนวนมากนับหมื่นคนที่ได้รับการคัดเลือกให้ทำงานโรงงานและทำงานนอกข้อตกลงตั้งแต่ทศววรษที่ 1990
กรณีความหลากหลายของชาติพันธุ์ปรากฏเด่นชัดในสังคมญี่ปุ่น สหประชาชาติคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะถึงจุดวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 2050ที่ประชากรที่ไม่ทำงานจะมีจำนวนมากกว่าประชากรที่ทำงาน การริเริ่มเช่นข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่น – ฟิลิปปินส์ในปี 1994 ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังแสวงหาทางออกโดยการให้อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 3-4 ปีสำหรับผู้ที่ทำงานที่รับการอบรมแล้วละผู้ดูแล แม้ว่าจะยังไม่เต็มใจที่จะให้ที่อยู่อย่างถาวร
นักการเมืองหัวโบราณยังสนับสนุนการเพิ่มเครื่องจักรให้เป็นทางออกของปัญหา ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกำลังเกิดขึ้นในด้านหุ่นยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดูแลผู้สูงอายุ แต่การผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากหากการประมาณการของสหประชาชาติว่าด้วยการขาดแคลนแรงงานภายในปี 2050 ถูกต้องแม่นยำ
นอกเหนือจากเชื้อชาติแล้ว ยังมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่ปรากฎให้เห็นเป็นเวลานานแล้ว แต่ไม่ค่อยเห็นได้ชัดมากจากสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ตัวอย่างเช่น อันดับแรก Osaka-ben เป็นภาษาสำนวนที่ใช้ในพื้นที่คันไซ ซึ่งเป็นที่กล่าวถึงการอภิปรายเรื่องเงิน ในขณะที่ชาวโตเกียวมีแนวโน้มที่จะใช้ความพยายามอย่างมากในการหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องเงิน อันดับสอง ชาว Kyushu ที่อยู่ทางตอนใต้สุดของสี่เกาะใหญ่ของญี่ปุ่น เปรียบเทียบตัวเองกับประเทศทางแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน “ด้วยขนบธรมเนียมแบบดั้งเดิมที่ล้าหลัง คนจึงมีอารมณ์ที่หุนหันพลันแล่นมากกว่า”
ความท้าทายสำหรับคนรุ่นต่อไป
ความแตกต่างกันยังเป็นที่ประจักษ์ให้เห็นระหว่างคนรุ่นตั้งแต่เกิดฟองสบู่เศรษฐกิจในทศวรรษที่ 1990 เยาวชนรุ่นใหม่กำลังเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยไม่มีการรับประกันงานความมั่นคงของงานอีกแล้ว
ดังนั้นการระบุตัวตนกับบริษัทจึงลดลง บริษัทญี่ปุ่นได้มีการจ้างงานใหม่เข้ามาเป็นประจำ และทำการปลดพนักงานที่ทำงานร่วมกับบริษัทมานานหลายสิบปี ดังตัวอย่างของบทบาทตัวละครของพ่อ ในภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata ในปี 2008
แม้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนวนวนิยายและไม่จำเป็นต้องแสดงถึงสถานการณ์ทั่วไป แต่หนังก็เน้นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมดูได้จากสำนวนภาษาญี่ปุ่นที่กล่าวมาบ่อยๆ: “เล็บไหนที่ยื่นออกมาก็ต้องถูกตัดทิ้งไป”
ภาพยนตร์เรื่องสนับสนุนการพัฒนาไปตามความสอดคล้อง เช่น ลูกชายในภาพยนตร์มีความสามารถในด้านเปียโน แม้พ่อของเขาพยายามที่จะให้เขาทำตัวให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาและการจ้างงาน แต่ช่องว่างระหว่างวัยและการกำหนดค่านิยมเป็นต่างๆ ทำให้ประจักษ์ชัดในความเป็นจริงที่ว่า นักการเมืองมีอายุโดยเฉลี่ยอยู่ที่อายุหกสิบปี
ในตลาดงานที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้ได้อย่างคล่องแคล่วถูกมองว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ เยาวชนชาวญี่ปุ่นวัยหนุ่มสาวจำนวนมากจึงกำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าบางคนมีการพัฒนารูปลักษณ์แบบของคนต่างชาติในอีกหลายปีต่อมา
นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ทางสังคมของ furita : :ซึ่งคนหนุ่มสาวที่ใช้เวลาไปทำงานพาร์ทไทม์ แทนที่จะทำงานเต็มเวลาเพียงงานเดียว และมักไปทำงานในสถานที่ เช่น บาหลีและออสเตรเลีย
จำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1-3 ล้านคน ที่ไม่เคยออกจากบ้าน ในจำนวนนี้ พวกเขาไม่มีงานทำและไม่ต้องจ่ายภาษี การเพิ่มจำนวนประชากรในวัยสูงอายุที่มากที่สุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่จำนวนประชากรทั้งหมดลดลงและเยาวชนบางคนก็ทำงานนอกเวลาเพียงอย่างเดียว
สมการที่สร้างขึ้นมานานระหว่างสัดส่วนอายุประชากรจะถือเป็นเรื่องของความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่าง senpai (ประสบการณ์) และ kohai (ไม่มีประสบการณ์) จะเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ทีมเบสบอลของวิทยาลัยไปจนถึงสำนักงานและลำดับชั้นของโรงงาน อย่างไรก็ตามโครงสร้างเหล่านี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบข้อเท็จจริงในเวลาที่ไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และอาจปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงตามกรอบในค่านิยม และเป้าหมายของเยาวชนกับคำถามที่ว่า อะไรคือการเป็นคนญี่ปุ่น

การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นกุญแจหลักในการประสบความสำเร็จของบริษัทต่างชาติในประเทศญี่ปุ่น

การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นกุญแจหลักในการประสบความสำเร็จของบริษัทต่างชาติในประเทศญี่ปุ่น

การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม มักเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับชาวต่างชาติที่เข้าอาศัยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็จะเกิดปัญหานี้เช่นเดียวกันกับบริษัทต่างชาติ
บางร้านค้าปลีกระดับโลกได้เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นและเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์อันเป็นที่รักโดยการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ในขณะที่คนอื่นพยายามที่จะเอาชนะจิตใจและความคิดของเหล่าบรรดาลูกค้าที่ฉลาด
“แบรนด์ต่างประเทศหลายแบรนด์ระดับโลกในหลายๆภาคส่วนได้เข้ามาสู่ตลาดญี่ปุ่น และในขณะที่การแข่งขันมากขึ้น ความคาดหวังของลูกค้าและความต้องการใช้บริการที่ดีก็มีมากขึ้นเช่นกัน” นายเคนจิ คานิยา ผู้อำนวยการแผนกประชาสัมพันธ์ของแมคโดนัลด์ประเทศญี่ปุ่นกล่าว
McDonald’s ได้ลิ้มรสทั้งความสำเร็จอันหอมหวานและขื่มขมจากการพ่ายแพ้ในญี่ปุ่น กลุ่มแฮมเบอร์เกอร์ในประเทศญี่ปุ่นได้เปิดร้านแรกในย่าน Ginza สุดหรู ในกรุงโตเกียว ในเดือนกรกฎาคมปี 1971 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา McDonald’s ได้กลายเป็นบริษัทที่ขายเบอร์เกอร์ได้มากที่สุดในประเทศด้วยการมีร้านค้าเกือบ 2,900 สาขา ณ เดือนสิงหาคม
แต่ในระหว่าง 46 ปีแห่งประวัติศาสตร์ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทก็ได้ออกมาแบ่งปันเรื่องราวปัญหาที่ได้พบ
ในปี 2014 McDonald ได้กลายเป็นประเด็นหัวข้อข่าวหลังจากผู้จัดจำหน่ายในประเทศจีนได้ทำการส่งมอบเนื้อสัตว์ที่หมดอายุแล้วสำหรับผลิตภัณฑ์ไก่นักเก็ต และในปี 2015 บริษัทก็ได้ขายอาหารที่มีการรายงานว่าผลสิ่งแปลกปลอม เช่น ฟันของมนุษย์ในเฟรนชฟรายด์
ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาหารนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัท McDonald ในสายตาของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นอย่างมาก
ผลที่ตามมา คือ ผลประกอบการขาดทุน 34.95 พันล้านเยน ในปี 2015 ซึ่งนับเป็นการขาดทุนมากที่สุดนับตั้งแต่บริษัท McDonald’s Holdings Co. (ญี่ปุ่น) เข้ามาก่อตั้งในประเทศญี่ปุ่น
คานิยายอมรับว่าการตอบสนองของบริษัทในช่วงเวลาวิกฤตินั้น “ไม่จริงใจอย่างเพียงพอ” ในการทำให้ลูกค้าเกิดความอุ่นใจ “เป็นเรื่องน่าเสียใจที่เราไม่ฟังเสียงของลูกค้าให้ดีมากขึ้น” เขากล่าว ณ สำนักงานใหญ่ McDonald ญี่ปุ่น “ผมคิดว่าในตอนนั้นเรายังหยิ่งผยองเกินไป”
หลังข่าวอื้อฉาว McDonald ญี่ปุ่น ได้สร้างแผนฟื้นฟูและพยายามที่จะสร้างระบบเพื่อตอบสนองต่อลูกค้าให้ดีมากยิ่งขึ้น ความพยายามนี้รวมถึงแอพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนของบริษัท “Kodo” ซึ่งลูกค้าสามารถที่จะโพสต์ข้อเสนอแนะทั้งทางด้านบวกและด้านลบและรับคูปองส่วนลดสำหรับการแนะนำในครั้งนั้น
หลังจากบริษัทฟื้นตัวกลับมาหลังปี 2016 โดยมีรายได้สุทธิจำนวน 5.37 พันล้านเยน และคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ถึง 20 พันล้านเยน จนถึงสิ้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากข่าวอื้อฉาว คานิยากล่าวคือ การที่ไม่เคยที่จะหยุดฟังเสียงจากลูกค้าและพัฒนามาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นไป
“ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” และพวกเราจำเป็นที่จะต้องคอยฟังเสียงและพัฒนาตามความต้องการของลูกค้า เขากล่าว
Starbucks เป็นอีกหนึ่งบริษัทต่างชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น Starbucks เปิดตัวครั้งแรกในย่าน Ginza ในเดือนกรกฎาคม 1996 ไม่เพียงแต่เป็นสาขาแรกในประเทศญี่ปุ่น แต่ยังเป็นสาขาแรกนอกอเมริกาเหนืออีกด้วย ปัจจุบัน Starbucks มีสาขาเกือบ 1300 แห่ง ใน 47 จังหวัด โดย Starbucks เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของร้านกาแฟนั่งสบายๆในประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว
กุญแจหลักของ Starbucks ในการประสบความสำเร็จในระยะยาวในประเทศนี้คือ “การเคารพต่อวัฒนธรรมท้องที่” โนริโอะอะดาชิ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร Starbucks ญี่ปุ่น กล่าว
“ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นชอบลองสิ่งใหม่ ๆ … ดังนั้นเมื่อสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาจากต่างประเทศก็มักจะได้รับความสนใจทางทีวี และคนก็จะยืนต่อเป็นแถวยาวอยู่หน้าร้านโดยไม่มีข้อกังขา” อะดาชิ กล่าว เขาอธิบายเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่า Seattle-based chain จะประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น
แต่ในตลาด สิ่งใหม่เข้ามาและออกไปในพริบตา บริษัทจำเป็นที่จะต้องการมากกว่าความแปลกใหม่เพียงเพื่อที่จะอยู่รอดมาได้นานกว่า 20 ปี อะดาชิกล่าว เขากล่าวว่ากุญแจสำคัญคือ การได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมโดยการเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น
ในการเปลี่ยนแปลงการออกแบบมาตรฐาน Starbucks ได้เปิดร้านกาแฟสไตล์ญี่ปุ่นในเมืองหลวงเก่าของเมืองเกียวโตในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ร้านนี้มีห้องทาทามิเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Starbucks ร้านค้าตั้งอยู่ใน Ninenzaka ซึ่งเป็นถนนคนเดินยอดนิยมซึ่งลาดลงไปยังวัด Kiyomizu ที่เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก
Starbucks ได้เปิดร้านค้าที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษอื่นๆ ทั่วญี่ปุ่น รวมถึงสถานี Meguro ในโตเกียว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมและร้านจำหน่ายงานไม้แบบดั้งเดิม โดยตั้งอยู่ใกล้ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu ในจังหวัดฟุกุโอกะ ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Kengo Kuma
แต่ความคล้ายคลึงไม่เพียงพอที่จะดึงดูดคนได้ตลอดไป อะดาชิกล่าวเสริมอีกว่ากลยุทธ์การสร้างแบรนด์จะโฟกัสไปที่การรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของตลาดสหรัฐฯ ที่ก็เป็นเบื้องหลังของความสำเร็จของบริษัทด้วย
“ในขณะที่พยายามรวมตัวเข้ากับชุมชนท้องถิ่น เราก็พยายามที่จะผสมผสานเอกลักษณ์ของตนเองเข้าไปด้วย และนั่นทำให้เกิดความใหม่ขึ้นมา” เขากล่าว
ตัวอย่างเช่นการสั่งซื้อเครื่องดื่มที่ร้าน Starbucks อาจทำให้เกิดความท้าทายสำหรับผู้ที่มาซื้อในครั้งแรกในญี่ปุ่นเนื่องจากใช้ชื่อเฉพาะสำหรับขนาดเครื่องดื่ม เช่น Short, Tall, Grande และ Venti เช่นเดียวกับทั่วโลก
สำหรับร้านสาขาเกียวโต สิ่งที่สตาร์บัคส์พยายามที่จะแสดงออกคือผสมผสานของวัฒนธรรมตะวันตกของกาแฟและประเพณีเก่าแก่ของเมืองเข้าด้วยกัน Adachi กล่าว
“ในทางทฤษฎี มันอาจจะดีกว่าหากให้บริการในลักษณะที่ลูกค้ารู้สึกว่าสะดวกสบายมากที่สุด แต่นั่นจะไม่ทำให้เราแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ — เพื่อสร้างเหตุผลให้รัก Starbucks เหนือคู่แข่งรายอื่นๆ” เขากล่าว
McDonald’s และ Starbucks เป็นสองตัวอย่างของร้านค้าปลีกระดับโลกที่ประสบความสำเร็จในตลาดญี่ปุ่น โดยการปรับการบริการของพวกเขาให้เข้ากับความคิดของผู้บริโภค Michiaki Tanaka ศาสตราจารย์พิเศษแห่ง Rikkyo University ในโตเกียว ผู้สอนการบริหารธุรกิจกล่าว
“บริษัท เหล่านี้ฝังรากลึกลงไปในตลาดญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งลูกค้าบางรายอาจไปที่ร้านค้าโดยไม่สังเกตเลยว่าเป็นบริษัท ต่างชาติจริงๆ เลยด้วยซ้ำ” เขากล่าว
ร้านค้าปลีกต่างชาติที่ประสบความสำเร็จหลายแห่งในญี่ปุ่น ขายสินค้าที่ผู้บริโภคกินเป็นครั้งคราวตามโอกาส เช่น ร้านเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทต่างชาติสามารถใช้ภาพลักษณ์ในฐานะเป็นแบรนด์ระดับโลกเป็นสิ่งดึงดูดได้
แต่ถ้าพวกเขาต้องการปริมาณการขายที่สูงขึ้น และพยายามที่จะขยายธุรกิจของพวกเขา “เพียงแค่ความแตกต่างก็อาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดผู้บริโภคได้” เขากล่าว
ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกต่างชาติใดที่สามารถจะมาเจริญเติบโตได้ในตลาดญี่ปุ่นต่างก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการให้บริการอย่างละเอียดและมีไหวพริบได้อย่างไร Tanaka กล่าว
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพยายามเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรจากแบรนด์ และนำเสนอบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้” เขากล่าว

ศาสนาชินโต ศาสนาพุทธ และระบบความเชื่อของชาวญี่ปุ่น

ศาสนาชินโต ศาสนาพุทธ และระบบความเชื่อของชาวญี่ปุ่น

ศาสนาในญี่ปุ่นเป็นวิถีชีวิตที่น่าอัศจรรย์จากศาสนาชินโตและพุทธศาสนา ไม่เหมือนในประเทศตะวันตก ศาสนาในประเทศญี่ปุ่นมักไม่ได้มีการเทศน์และไม่เป็นหลักคำสอน แต่จะเป็นจรรยาบรรณทางจริยธรรมวิถีชีวิต ที่เกือบจะไม่สามารถแยกได้จากค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
ศาสนาญี่ปุ่นยังเป็นเรื่องส่วนตัว ครอบครัว ตัวอย่างเช่น ไม่มีการสวดมนต์ทางศาสนาหรือสัญลักษณ์ในพิธีการจบการศึกษาในโรงเรียน ตัวออย่างเช่น ศาสนามักไม่ค่อยพูดถึงในชีวิตประจำวัน และชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้บูชาอย่างสม่ำเสมอหรืออ้างอิงศาสนา
อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่หันมาทำพิธีกรรมทางศาสนาในตอนเกิด ในการแต่งงาน และการเสียชีวิต และเข้าร่วมในเทศกาลทางจิตวิญญาณ (หรืองานเทศกาล) ตลอดทั้งปี
ศาสนาและจักรพรรดิ
ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ศาสนาญี่ปุ่นมุ่งความสนใจไปที่จักรพรรดิ ว่าเป็นพระเจ้าที่มีชีวิต โดยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ที่ชาวญี่ปุ่นทุกคนเป็นสมาชิก
ความพ่ายแพ้สงครามทำลายความเชื่อมั่นของคนจำนวนมาก เสียงที่อ่อนแอของจักรพรรดิถูกส่งไปยังประเทศชาติละทิ้งพระเจ้าของเขา ระยะเวลาตั้งแต่พ่ายแพ้สงคราม ของญี่ปุ่นทำให้เศรษฐกิจเลวร้ายเป็นอย่างมาก แต่หลังจากสงครามก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจที่เศรษฐกิจกลับฟื้นตวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามพิธีกรรมส่วนใหญ่ได้รอดพ้นจากการล่มสลายของความเชื่อทางศาสนา ปัจจุบันนี้ ศาสนากำหนดนิสัยของคนญี่ปุ่นมากกว่าจิตวิญญาณ และช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน
ศาสนาชินโตกับศาสนาพุทธ
ศาสนาชินโตคือจิตวิญญาณดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น เป็นที่เชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในธรรมชาติ (เช่นต้นไม้อโขดหินดอกไม้ สัตว์ – แม้แต่เสียง) มี kami หรือพระเจ้าอยู่
ดังนั้น หลักการของศาสนาชินโตจึงสามารถมองเห็นได้ตลอดทั้งวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งทั้งธรรมชาติและการเปลี่ยนฤดูกาลได้รับการเฉลิมฉลอง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในศิลปะ เช่น การจัดดอกไม้ (asikebana) และบอนไซ การออกแบบสวนญี่ปุ่น และการเฉลิมฉลองดอกซากุระประจำปี
ชินโตมีเพียงแค่ชื่อเมื่อพุทธศาสนามาถึงประเทศญี่ปุ่นโดยเข้ามาทางจีน ทิเบต เวียดนาม และโดยเฉพาะเกาหลี พุทธศาสนาเข้ามาในศตวรรษที่ 6 สร้างตัวเองในยุคสมัยนารา เมื่อเวลาผ่านไปพุทธศาสนาแบ่งออกเป็นหลายนิกาย โดยนิกายที่นิยมมากที่สุดคือพุทธศาสนาของเซ

ในสาระสำคัญศาสนาชินโต คือ จิตวิญญาณของโลกนี้และในชีวิตนี้ ในขณะที่พุทธศาสนาจะให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณและชีวิตหลังความตาย สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมชาวญี่ปุ่นทั้งสองศาสนาจึงอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความขัดแย้ง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเกิด การแต่งงาน หรือเพื่ออธิษฐานเผื่อการเก็บเกี่ยวที่ดีชาวญี่ปุ่นหันมาใช้ศาสนาชินโต ในทางกลับกันงานศพมักเป็นพิธีทางศาสนาพุทธ

ศาลเจ้า Vs วัด
เป็นกฎทั่วไปของหัวแม่มือ, ศาลเจ้าเป็นของศาสนาชินโตและวัดเป็นของศาสนาพุทธ ศาลเจ้าจะสามารถระบุได้ด้วยประตูทางเข้าขนาดใหญ่ หรือ torii ซึ่งมักจะทาด้วยสีแดงเข้ม อย่างไรก็ตามคุณมักจะพบทั้งศาลเจ้าและวิหารวัดในบริเวณเดียวกันซึ่งบางครั้งก็เป็นการยากที่จะแยกแยะได้
การทำบุญแบบคนญี่ปุ่น ภายในประตู torii สีแดง คุณจะพบน้ำพุหรือรางน้ำ ที่นี่คุณต้องใช้ตะกร้าไม้ไผ่เพื่อล้างมือและปากเพื่อทำให้จิตใจของคุณสะอาดขึ้นก่อนเข้าไปภายใน
จากนั้นมองหาเชือกหนายาวห้อยลงมาจากระฆังหน้าแท่นบูชา ที่นี่คุณอาจอธิษฐาน : ลั่นระฆังครั้งแรก โยนเหรียญก่อนที่แท่นบูชาเป็นการเสนอ (เหรียญ 5 เยน ถือว่าโชคดี), ตบมือสามครั้งเพื่อเรียกพระเจ้า Kami แล้วประสานมือของคุณด้วยกันเพื่ออธิษฐาน
ที่วัด คุณจะต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าไปในอาคารหลัก และคุกเข่าลงบนพื้นเสื่อทาทามิก่อนที่หน้าแท่นบูชาหรือก่อนจะสวดมนต์
พวงกุญแจแห่งความโชคดี
โชค ชะตากรรม และความเชื่อ มีความสำคัญต่อชาวญี่ปุ่น หลายคนซื้อพวงกุญแจเล็ก ๆ ที่วัดหรือศาลเจ้า ซึ่งจะนำไปติดอยู่กับกระเป๋า กุญแจ โทรศัพท์มือถือ หรือแขวนไว้ในรถ เพื่อนำโชคดีมาให้ พวงกุญแจที่แตกต่างกันจะให้โชคแตกต่างกัน เช่นความสำเร็จในการสอบ หรือความอุดมสมบูรณ์
คำอธิษฐานมักเขียนลงบนแผ่น : กระดานไม้ที่เรียกว่า ema ที่แขวนไว้จำนวนมากในบริเวณรอบ ๆ วัด วัดที่มีชื่อเสียงเช่น Kiyomizu-dera ของเกียวโต คุณจะเห็นแผ่นที่เขียนด้วยคำในภาษาต่างๆ มายมาย
วิธีสุดท้ายในการเรียนรู้โชคชะตาของคุณ คือ กระดาษทำนายดวงชะตา บางครั้งก็เป็นภาษาอังกฤษ กระดาษทำนายดวงชะตาจะทำนายดวงชะตาออกไปในหลายมุมมอง ทั้งความสำเร็จ โชคลาภ ความรัก การแต่งงาน การเดินทาง และอื่น ๆ ถ้าดวงชะตาของคุณแย่ ให้ผูกกระดาษของคุณไปที่กิ่งไม้ในบริเวณก็จะช่วงให้ดวงชะตาของคุณดีขึ้นได้
พิธีทางศาสนา
ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของปีในปฏิทินญี่ปุ่นคือปีใหม่ ซึ่งมีการเฉลิมฉลองตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 3 มกราคม และ O-Bon จัดขึ้นประมาณวันที่ 16 สิงหาคม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นเดินทางไปยังหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ เพื่อสวดมนต์ให้กับบรรพบุรุษ ศาลเจ้าแรกที่ได้ไปเยี่ยมเยือนในช่วงปีใหม่มีความสำคัญมากในการรักษาดวงชะตาของคุณในอนาคต
ที่ O-Bon เชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษลงมายังโลกเพื่อไปเที่ยวชมชีวิต ไม่เหมือนวันฮาโลวีน ซึ่งวิญญาณเหล่านี้ได้รับการต้อนรับ และชาวญี่ปุ่นก็เข้าไปเยี่ยมหลุมฝังศพของครอบครัวด้วย
การคลอดมีการเฉลิมฉลองโดยครอบครัวจะมาที่ศาลเจ้า โดยเด็กจะต้องมาทำพิธีที่ 3 ช่วงวัย คือ 3, 5 และ 7 ขวบ และเด็ก ๆ จะสวมชุดกิโมโนราคาแพง และถูกนำไปที่ศาลเจ้า เช่น ศาลเจ้าเมจิของกรุงโตเกียว การเฉลิมฉลองจะมีขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่ออายุ 20 ปี ในช่วงต้นเดือนม. ค. มีการจัดพิธีเฉลิมฉลองมากมาย (คล้ายการจบการศึกษา) จัดขึ้นในศาลาของเมือง และไปที่ศาลเจ้าโดยคนหนุ่มสาวจะสวมชุดกิโมโนที่สดใส
ในญี่ปุ่นทุกวันนี้ พิธีแต่งงานของญี่ปุ่นเป็นการรวมทั้งแบบตะวันออกกับตะวันตกเข้าด้วยกัน งานแต่งงานของชาวญี่ปุ่นอาจมีหลายส่วน เช่น พิธีแบบชินโต จะสวมชุดเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมที่ศาลเจ้า แต่งานแต่งงานแบบตะวันตกจะจัดในโรงแรมหรือร้านอาหาร ซึ่งในส่วนที่สองนี้เป็นที่นิยมสำหรับเจ้าสาวที่จะสวมชุดแต่งงานสีขาว
งานศพมักจะทำพิธีโดยนักบวชชาวพุทธ 99% ของชาวญี่ปุ่นถูกเผาและฝังขี้เถ้าไว้ใต้หลุมฝังศพ
matsuri ของคนญี่ปุ่นเป็นเทศกาลที่เชื่อมต่อกับศาลเจ้า ในประเพณีที่มีมาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว ขบวนพาเหรดและพิธีกรรม matsuri เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกข้าวและสุขภาพที่ดีของจิตวิญญาณชุมชนในท้องถิ่น
ศาสนาอื่น ๆ
ตามข้อที่ 20 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ญี่ปุ่นให้เสรีภาพทางศาสนาอย่างเต็มที่ เพื่อให้ศาสนาที่คนนับถือส่วนน้อย เช่นศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และซิกข์ สามารถถูกเลือกนับถือได้เช่นกัน ศาสนาเหล่านี้มีสัดส่วนในการนับถือประมาณ 5-10% ของประชากรชาวญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามหลังจากการสละบัลลังค์ของจักรพรรดิก็มีศาสนาใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น
ศาสนาเหล่านี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเขตเมือง โดยศาสนาเหล่านี้เน้นการนำเสนอผลประโยชน์ในโลกนี้ เช่น สุขภาพที่ดี ความมั่งคั่งและความโชคดี หลายคนมีพรสวรรค์ ผู้นำเหมือนศาสนาคริสต์ผุ้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับการอุทิศตนต่อคนของเขา ที่นี่มีรากเหง้าของ “ลัทธิ” ที่มีชื่อเสียง เช่น “ลัทธิเทพแห่งความจริงของพระเจ้า” ซึ่งก่อให้เกิดการโจมตีด้วยแก๊สโตเกียวในปี 1995
สามารถไปเยี่ยมชมได้ที่ไหน?
สำหรับผู้ที่มีความสนใจในพระพุทธศาสนาหรือชินโตประเทศญี่ปุ่นเต็มไปด้วยสถานที่ที่น่าสนใจในการเยี่ยมชม ซึ่งคาดว่าเป็นบ้านเดิมของพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น และมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะและสิ่งประดิษฐ์ทางพุทธศาสนามากมาย รวมถึงรูปปั้นขนาดใหญ่ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนารา
เกียวโตเต็มไปด้วยวิหารและวัดที่สวยงามและสามารถให้ภาพลักษณ์ย้อนยุคกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ความเชื่อทางศาสนาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันและเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ในความเป็นจริงทุกๆที่ที่คุณไปในประเทศญี่ปุ่น คุณจะได้พบเห็นมรดกทางศาสนาของประเทศ

มารยาท ประเพณี และวิธีการแบบญี่ปุ่น

มารยาท ประเพณี และวิธีการแบบญี่ปุ่น

มารยาทและประเพณีเป็นสิ่งที่สำคัญในหลายแง่มุมของวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเติบโตขึ้นมาในวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์นี้ เคารพกฎระเบียบทางสังคมที่มองไม่เห็นและความแตกต่างทางสังคม มีหลายแง่มุมของวัฒนธรรมที่ซับซ้อนนี้ที่ในฐานะนักท่องเที่ยวชาว คุณจะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รู้ แต่ก็มีบางสิ่งที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ
การน้อมคำนับ
หนึ่งในขนบธรรมเนียมทางสังคมที่เด่นชัดที่สุดคือการน้อมคำนับ ทุกคนก้มหัวเมื่อพวกเขากล่าวสวัสดี, ลา, ขอบคุณหรือเสียใจ การคำนับเป็นแสดงถึงความเคารพ ความสำนึกผิด ความกตัญญู และการทักทาย
ถ้าคุณพบใครบางคนในประเทศญี่ปุ่นคุณอาจจะอยากน้อมคำนับบ้าง แต่คุณไม่จำเป็นต้องน้อบคำนับให้ทุกคนที่คำนับให้คุณ ตัวอย่างเช่น การเข้าร้านค้าหรือร้านอาหาร คุณจะได้รับการต้อนรับด้วยเสียง irrashaimase (ยินดีต้อนรับ) และการคำนับจากพนักงาน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อคุณในฐานะลูกค้า
ในฐานะลูกค้า คุณจะไม่ต้องคำนับกลับ คุณสามารถที่จะยืนรับการคำนับเป็นเวลานานได้ เนื่องจากพนักงานจะรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องก้มหัวให้กับคุณ คุณอาจจะพยักหน้ารับได้เพื่อเป็นบ่งบอกถึงการรับรู้ เมื่อได้รับขอบคุณสำหรับการซื้อของ ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจะใช้การพยักหน้ารับในชีวิตประจำวันมากขึ้น
มีรูปแบบการคำนับหลายรูปแบบ เช่นการคำนับ saikeirei 45 องศา ใช้สำหรับช่วงเวลาแห่งการขอโทษด้วยความจริงใจ หรือแสดงความเคารพสูงสุดหรือการคำนับ keirei 30 องศา ซึ่งใช้เพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้านาย แต่ในฐานะผู้นักท่องเที่ยวที่มาญี่ปุ่น คุณอาจไม่เจอการคำนับแบบนี้
การคำนับแบบ eshaku 15 องศาของ เป็นแบบกึ่งทางการ และใช้สำหรับการทักทายเมื่อพบกันเป็นครั้งแรก คุณอาจจะใช้การคำนับนี้มากในช่วงเวลาของคุณในญี่ปุ่น แต่คุณจะไม่ต้องใช้มันก็ได้ เนื่องจากคนญี่ปุ่นทุกวันนี้คุ้นเคยกับการจับมือมากขึ้น
การถอดรองเท้า
นี่เป็นสิ่งที่สร้างความสับสนแก่นักท่องเที่ยวมี่มาญี่ปุ่นมากมาย แต่มันสามารถที่จะเข้าใจได้ง่าย ในญี่ปุ่นมักนิยมจะถอดรองเท้าของคุณเมื่อเข้าสู่เรียวกังแบบดั้งเดิม (เกสท์เฮ้าส์) บ้าน วัด หรือร้านอาหารบ้างเป็นครั้งคราว เป็นต้น
ตามวัฒนธรรม ชาวญี่ปุ่นจะถอดรองเท้าออกเมื่อเข้าไปในบ้าน ที่คนหลับนอน นั่งและทานบนเสื่อทาทามิ และจะถอดรองเท้าหากรองเท้าที่สวมใส่จะมาที่กระจายสิ่งสกปรกไปในพื้นที่อยู่อาศัยของพวกเขา ปัจจุบันผู้คนยังคงถอดรองเท้าอยู่ แต่ก็มีส่วนหนึ่งส่วนหนึ่งถอดไว้ในบ้านแล้วเพื่อรักษาความสะอาด แต่การถอดรองเท้าก็เป็นยังคงเป้ยสัญลักษณ์แห่งความเคารพ
ในฐานะนักท่องเที่ยว คุณอาจไม่ได้เข้าไปในบ้านส่วนตัวมากนัก แต่คุณอาจได้เข้าไปในในเรียวกังแบบดั้งเดิม เกสต์เฮาส์ minshuku หรือเข้าไปในวัด ซึ่งในกรณีเหล่านี้คุณจำเป็นที่จะต้องถอดรองเท้าออก
เมื่อเข้าสู่ตัวอาคาร คุณจะพบว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงทางเข้า (genkan) ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นจะอยู่ในระดับที่แตกต่างกันไปเล็กน้อยกับส่วนอื่นของพื้น คุณอาจเห็นป้ายให้คุณถอดรองเท้า คุณอาจเห็นรองเท้าจำนวนมากถอดวางอย่างเรียบร้อย หรือคุณอาจเห็นบริเวณหรือตู้เก็บรองเท้าเพื่อใส่รองเท้าก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่าคุณควรจะถอดรองเท้าออก
ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะถอดและใส่รองเท้าของตัวเองได้อย่างรวดเร็วจาก genkan ไปจนถึงพื้นเสื่อทาทามิ ภายในการขยับเพียงครั้งเดียว ทันทีที่คุณถอดรองเท้าก้าวขึ้นไปบนพื้นห้องหลักและสำรวม คุณอาจต้องหันกลับมาและวางตำแหน่งรองเท้าของคุณอย่างเรียบร้อยอีกครั้ง แม้ว่าคุณอาจจะไม่ไม่ได้ถอดและใส่รองเท้าได้อย่างเชี่ยวชาญเหมือนคนญี่ปุ่น แต่มันก็เป็นแนวคิดที่เรียบง่าย และถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในญี่ปุ่น
เคล็ดลับทางสังคมอื่น ๆ
การแสดงความเคารพ
คำต่อท้าย “san” มักใช้เมื่อคุณพูดถึงคนอื่นในแง่ของการเคารพ เช่น ถ้าพูดถึง Mr / Mrs Suzuki คุณสามารถจะพูดว่า “Suzuki-san” แต่อย่างไรก็ตามคุณจะไม่เรียกตัวเองว่า “san” และจะใช้กับชื่อของคุณกับตัวเองเท่านั้น
การรับประทาน
ก่อนที่จะรับประทานอาหาร ชาวญี่ปุ่นก็เอามือของพวกเขามาจับกนไว้ และพูดคำว่า “Itadakimasu” (ฉันขอรับประทานแล้วนะครับ/ค่ะ) หลังจากทานอาหารแล้ว ก็จะพูดว่า “Gochiso sama deshita” (ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้)
คนญี่ปุ่นจะเข้าใจ หากนักท่องเที่ยวจะไม่สามารถใช้ตะเกียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีข้อปฏิบัติบางประการที่คุณควรทำตาม ดังนี้
อย่าใช้ตะเกียบปักลงในชามข้าว หรือคนอาหารไปรอบ ๆ โดยการกระทำเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานศพของชาวญี่ปุ่น
นอกจากนี้ยังแนะนำไม่ให้แช่ข้าวลงในซอสถั่วเหลือง เนื่องจากชาวญี่ปุ่นรู้สึกภาคภูมิใจในข้าวของพวกเขา และการกระทำที่ดูไม่ประสีประสาอาจสร้างความประหลาดใจและสร้างความขัดใจให้เจ้าของร้านอาหารได้
การเดินและรับประทานอาหารในที่สาธารณะและถือเป็นมารยาทที่ไม่ดี คุณอาจนั่งลงในที่สาธารณะและกิน หรือยืนกินที่ร้านอาหาร / ร้านค้า tachi-gui ไดด้ แต่การเดินและกินอาหารไปพร้อมกันถือว่าไม่สุภาพ
การให้ทิป
ไม่มีการให้ทิปในร้านอาหารญี่ปุ่นหรือสถานที่อื่น ๆ ตามที่ชาวตะวันตกจำนวนมากคาดหวังที่จะให้ทิป ชาวญี่ปุ่นจะให้บริการอย่างดีที่สุดและทำงานอย่างภาคภูมิใจ พนักงานเสิร์ฟหรือพ่อครัวจะไม่ยอมรับทิปในการทำงานของพวกเขา และถ้าคุณพยายามที่จะทิ้งเงินไว้ พวกเขาก็จะคืนเงินของอย่างไม่สบายใจ ดังนั้นอย่าให้ทิป

Kanpai!

Kanpai!

ญี่ปุ่นเป็นประเทศของเหล่านักดื่ม – และมี 2-3 อย่างที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะเทเครื่องดื่ม โดยอย่าเทเครื่องดื่มให้กับตัวเอง เพื่อนหรือเจ้าบ้านของคุณควรทำให้กับคุณ และคุณก็ควรที่จะเทกลับไปให้พวกเขาด้วย คำที่คุณมักจะได้ยินบ่อยๆ คือ kanpai – หรือ”ชน” ในภาษาญี่ปุ่น
ไม่เหมือนในประเทศตะวันตก วัฒนธรรมของการออกไปเพื่อแค่ดื่มนั้นไม่มีอยู่จริงในญี่ปุ่น การดื่มมักจะมาพร้อมกับอาหาร orotsumami (อาหารว่างเบา ๆ ) Otsumami มักจะมาในรูปของจาน Edamame (ถั่วเหลือง), surume (ปลาหมึกย่างแห้ง) หรือ arare (ข้าวเกรียบขนาดเล็ก)
ไวน์ข้าวเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น เบียร์ชนิด lager-beer เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แบรนด์ที่มีจำหน่ายอย่างกว้างขวาง ได้แก่ Kirin, Sapporo, Suntory และ Asahi เบียร์ทั้งหมดนี้มีรสชาติที่ดีและมีแอลกอฮอล์ประมาณ 5%
นอกจากนั้นยังต้องระวังแบรนด์ที่ถูกกว่า – เครื่องดื่นนี้ไม่ได้เป็นเบียร์จริงๆ แต่เรียกว่า happoshu เป็นเครื่องดื่มรสมอลต์ นี้มีลักษณะและรสชาติเหมือนเบียร์ราคาถูก แต่ปริมาณมอลต์ต่ำจะช่วยให้ผู้ผลิตเบียร์หลีกเลี่ยงภาษีเบียร์ได้! ดังนั้นคำแนะนำของเราคือซื้อเบียร์ราคาถูกมากินตอนอุ่นๆ แต่ถ้าดื่มแบรนด์ที่มีคุณภาพจะรสชาติดีถ้าแช่ให้เย็น
เมื่อเวลาค่าเงินเยนแข็งตัวทำให้ค่าเบียร์แพงขึ้น คำที่ต้องจำไว้ก็คือ nomihodai (ดื่มแค่เท่าที่ต้องการ) มุ่งหน้าไปยังร้าน izakaya ที่ใกล้ที่สุด (สถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มซึ่งให้บริการอาหารด้วย) สำหรับข้อเสนอที่ดีที่สุด nomihodai โดยปกติจะมีตั้งแต่ 2,000-3,000 เยนต่อคน โปรดจำไว้ว่าทั้งกลุ่มจะต้องอยู่ในข้อตกลงเดียวกันและจะจำกัดอยู่เพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น!
ร้านอาหารหลายแห่งยังมีข้อเสนอที่คล้ายคลึงกันแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเมนูก็ตาม ดังนั้นจึงคุ้มค่ากับการลองถาม เช่นถ้าคุณวางแผนที่จะนั่งที่ซักพัก ก็จะมีข้อตกลงที่ได้ถูกกว่าการจ่ายเงินสำหรับเครื่องดื่มแต่ละครั้งไป คาราโอเกะก็เป็นสถานที่ที่ดีในการดื่มที่ไม่เพียงแต่จะร้องเพลงได้ แต่ยังได้ดื่มไปด้วยได้เช่นกัน
เมนูเครื่องดื่มที่คาราโอเกะมักจะเต็มไปด้วยเครื่องดื่มที่มีสีสันสดใส สุราน้อย และมีเบียร์ให้เลือก 2-3 อย่าง สถานประกอบการดื่มแบบอังกฤษจะถูกจำกัดด้วยราคาที่แพง ซึ่งมักจะพบได้ในเมืองใหญ่ ๆ และมักจะไม่ถูกรับความสนใจมากนัก
มีความหลากหลายของ alco-pops ที่เรียกว่า chu-hai สามารถซื้อดื่มได้ที่ร้านสะดวกซื้อ เช่น Lawsons, 7/11, Circle K หรือ Family Mart หรือในร้านอาหารหรือบาร์ โดย Chu-hai ทำมาจาก shochu ซึ่งกลั่นจากข้าวบาร์เลย์ มันฝรั่งหวาน หรือข้าวที่สามารถทำให้เมาได้
วิสกี้เป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้ชายญี่ปุ่น – สก๊อตถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและเป็นที่ต้องการอย่างมาก วิสกี้ญี่ปุ่นจำนวนมากตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากชาวตะวันตก สองแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดคือ Nikka และ Suntory โดย Yoichi และ Yamazaki ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวิสกี้ที่ดีที่สุดในโลก
ดื่มได้ทุกที่
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คลั่งไคล้เครื่องจำหน่าย และคุณจะพบเครื่องนี้เกือบทุกมุมถนน โดยมีเครื่องจำหน่าย 1 เครื่องสำหรับทุกๆ 23 คนในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดต่อหัวประชากรทั่วโลก
ด้วยเครื่องจำหน่ายสินค้าจำนวนมากจึงมีเครื่องดื่มมากมาย เครื่องดื่มใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นมากกว่าที่ใดๆ ในโลก ในประเทศที่ดูเหมือนจะคลั่งไคล้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยมี 300-1,000 รสชาติใหม่ๆ ทุกปี สำหรับผู้ที่ต้องการกาแฟหรือชาในระหว่างเดินทาง เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องร้อนก็มีให้บริการ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเครื่องดื่มน้ำอัดลมร้อนเพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น
ชา ชา ชา
เราไม่สามารถเขียนบทความเกี่ยวกับการดื่มในประเทศญี่ปุ่นได้โดยไม่รวมถึงชา โดยสิ่งหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นมีเหมือนกันกับชาวอังกฤษคือพวกเขาชอบชา
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบชา ญี่ปุ่นเป็นสวรรค์ของชา โดยชาในภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า ชา ซึ่งมีประเภทของชามากมายนับไม่ถ้วนตั้งแต่ชาเขียวคลาสสิกจนถึงชาที่ไม่ค่อยรู้จัก คือ ชาข้าวบาร์เลย์, ชาบัควีท, ชาข้าวกล้อง, ชาลูกพลัม และอื่น ๆ อีกมากมาย .
Sado (พิธีชงชาเขียวของญี่ปุ่น) เป็นประเพณีโบราณที่มีรากฐานย้อนกลับไปสู่ศาสนาเซน แปลว่า “วิถีของชา” พิธีนี้เกี่ยวข้องกับการเตรียมและการดื่มชา
เช่นเดียวกับศิลปะญี่ปุ่นทั้งหมด sado ต้องใช้เวลาหลายปีในการศึกษาและฝึกฝนจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ Sado มีการสอนอย่างกว้างขวางในโรงเรียนทั่วประเทศญี่ปุ่นและยังคงเป็นงานอดิเรกยอดนิยมในปัจจุบัน มันคุ้มค่าที่จะเข้าร่วมชมพิธีชงชาถ้าคุณมีโอกาส มารยาทที่เข้มงวด การเคลื่อนไหวที่สง่างาม และความงดงามในวิธีชงชา เท และการดื่มนั้นเป็นสิ่งที่งดงามมาก

สวนญี่ปุ่น

สวนญี่ปุ่น

ขอบคุณ Daniel Isaacs สำหรับบทความดีๆเกี่ยวกับสวนญี่ปุ่น
เหนือสิ่งอื่นใด สวนญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางศาสนาพุทธที่นำเข้ามาในญี่ปุ่นในปี 612 นาย Ono-no-Imoko นักการทูตจากประเทศญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมเยียนประเทศจีนและสามารถซึมซับวิถีชีวิตทางศาสนาพุทธได้มากพอที่จะสร้างมันขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อเขากลับถึงบ้าน ในเวลานี้สวนในประเทศญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้นเพียงอย่างเดียวในฐานะตัวแทนทางศาสนาของความเชื่อต่างๆซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวพุทธในจีน
องค์ประกอบของสวนพุทธทั้งหมดมีความสำคัญทางศาสนา เช่น ทางเดินนำไปสู่การตรัสรู้ ในขณะที่ดินหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ และการบำรุงรักษาธรรมชาติของพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามในขณะที่ความคิดทางพุทธศาสนาบางอย่างถูกนำมาใช้ในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งศาสนาญี่ปุ่นแบบโบราณนั่นคือศาสนาชินโต
เชื่อกันเสมอว่าทั้งสองศาสนา คือ ศาสนาชินโตและศาสนาพุทธ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน แทนที่จะแยกกัน ความกลมกลืนของศาสนานี้ได้รับการพิสูจน์อย่างกว้างขวางในวัฒนธรรมญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นจากการออกแบบพื้นฐานของสวนญี่ปุ่น
พิธีชงชา
อิทธิพลต่อประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1192 โดยมีการมาถึงของ Eisai ซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์จากประเทศจีน Eisai นำเสนอวิธีการ “Chan” หรือ “Zen” ในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งพิธีชงชา – พิธีกรรมในการชงและนำเสนอชาเขียวแบบผง (matcha)
ระหว่างปี 1333 ถึง 1573 พระสงฆ์ของศาสนาเซนได้ให้ความสำคัญกับพิธีชงชา เพื่อให้พิธีกรรมดังกล่าวถูกรวมเข้ากับวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นและนับเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่นานก่อนที่สวน chaniwa (ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพิธีชงชา) เริ่มเติบโตขึ้นทั่วทั้งภูมิประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้อย่างมากว่าพิธีการนี้ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามพิธีชงชาของผลกระทบสำคัญที่สุดในการออกแบบสวนของญี่ปุ่นก็คือระหว่างปีพศ. 1568 – 1600 (เรียกว่ายุค Azuchi-Momoyama) ซึ่งในบริเวณศาลาพิธีชงชาได้มีลักษณะโดดเด่นเป็นลักษณะสวนที่เป็นที่นิยม โคมไฟ, หินก้าวและสะพานโค้งได้มากขึ้นทันสมัยในสวนใหม่เหล่านี้ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสวนญี่ปุ่น
ผลที่ตามมาคือ คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญต่อการออกแบบสวนของชาวญี่ปุ่น และทำให้ความสำคัญทางศาสนาที่เคยมีมาพร้อมกับการสร้างสวนญี่ปุ่นหายไป เพื่อให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือเพลิดเพลินกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะในการทำสมาธิ
ยุคสมัย Edo
การพัฒนาต่อไปเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1603 – 1867 (ยุค Edo) เมื่อมีการก่อตั้งสวน “เดินเล่น” ขึ้น สวนเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความสูงส่งของญี่ปุ่นโดยการจัดหาพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจและความบันเทิงของชั้นเรียน
สวนเดินเล่นมักจะสร้างขึ้นบนที่ดินของขุนนางมีสภาพแวดล้อมส่วนบุคคล ; นักออกแบบจะสร้างภูมิประเทศใหม่ ๆ ที่นำมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเจ้าของหรือแม้แต่สร้างจากสถานที่ที่มีชื่อเสียงในโลก
ยุค Edo ของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงในด้านระบบศักดินา ซึ่งผู้นำโชกุน (ผู้บัญชาการทหาร) จะปกครองดินแดนต่างๆในภูมิประเทศของญี่ปุ่น คนของโชกุนจะได้รับรางวัลเป็นที่ดินสำหรับความจงรักภักดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของนักรบซามูไร – ดังนั้นสวนจึงถูกนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงรูปแบบเฉพาะตัวและเอกลักษณ์ของผู้นำซามูไรแต่ละคน การผนวกรวมเข้ากับโลกทางการเมืองทำให้สวนกลายเป็นกระแสหลักของการเมืองญี่ปุ่น
หลังจากยุคสมัย Edo
อันที่จริงความสวยงามที่อยู่ในรูปแบบของสวนญี่ปุ่นเริ่มจากประสบการณ์และชื่อเสียงที่พวกเขาได้รับ นักธุรกิจและนักการเมืองคาดหวังว่าจะแสดงความสำเร็จของพวกเขาไม่เพียงผ่านความหรูหราของบ้านของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังผ่านความสง่างามของสวนด้วยเช่นกัน ในขณะที่อำนาจของจักรพรรดิกำลังลดน้อยลง อำนาจของบุคคลในอุตสาหกรรมเริ่มเบ่งบานขึ้นและสวนของพวกเขาก็มีสถานะที่สำคัญยิ่งขึ้น
ระหว่างปี 1926-1989 ในยุคโชวะญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเป็นประเทศแรกที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรม ขณะที่ประเทศเริ่มยอมรับต่อวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น นักออกแบบชาวตะวันตกก็กระตือรือร้นที่จะทดลองกับการออกแบบที่ไม่ใช่รูปแบบแบบตะวันออกแบบปกติมากขึ้น
ดังนั้น การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ครอบงำการออกแบบสวนญี่ปุ่นจึงกลายมาเป็นจุดสำคัญ โลกตะวันตกสมัยใหม่แทรกซึมอยู่ในตะวันออก และสวนญี่ปุ่นสูญเสียสถานภาพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาเคยถือไว้ และได้กลายมาเป็นสภาพแวดล้อมในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก

วัฒนธรรมการทำงานหนักมากเกินไปของญี่ปุ่นในที่สุดมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

วัฒนธรรมการทำงานหนักมากเกินไปของญี่ปุ่นในที่สุดมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

ความตายจากการทำงานมากเกินไปในญี่ปุ่นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว จนถึงกระทั่งมีคำว่า “karoshi”
ขณะนี้รัฐบาลและกลุ่มธุรกิจต่างพยายามที่จะให้คนงานก้าวไปข้างหน้าเพื่อเรียกคืนชีวิตของพวกเขา โดยเลิกงานเร็วขึ้นหนึ่งวันต่อเดือน
โครงการนี้มีชื่อว่า “Premium Friday” ซึ่งมีข้อเสนอแนะว่า บริษัทต่างๆ จะให้พนักงานเลิกงานเวลา 15:00 น. ในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
โดยได้รับแรงผลักดันใหม่โดยการฆ่าตัวตายของหญิงที่ทำงานล่วงเวลามากกว่า 100 ชั่วโมงตลอดเดือนที่บริษัทโฆษณารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น คือ Dentsu
การตายของเธอถูกตัดสินว่าเป็นกรณีของ “karoshi” และได้นำไปสู่การสืบสวน โดยหัวหน้าผู้บริหารของบริษัทประกาศจะลาออกและเป็นกังวลอย่างมากในวัฒนธรรมการทำงานของประเทศญี่ปุ่น
คุณสามารถทำงานจนทำให้ตัวเองตายได้หรือไม่?
หัวหน้าผู้บริหาร Dentsu ลาออกหลังจากการทำงานล่วงเวลาของพนักงานจนฆ่าตัวตาย
แต่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,000 รายต่อปี ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำงานมากเกิน มีคนส่วนน้อยเชื่อว่าข่าวนี้คงไม่ได้ส่งผลอะไรที่มากกว่าขั้นตอนเล็ก ๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีกี่บริษัทที่เข้าร่วม

ไม่ใช่ครั้งแรกที่การทำงานหนักเกินไปได้รับการมองว่าเป็นปัญหา หรือเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้พยายามที่จะทำอะไรบางอย่างกับมัน
รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามที่จะทำให้พนักงานใช้เวลาในการลางานมากขึ้น – กระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นกล่าวว่า พวกเขาใช้เวลาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
จำนวนวันหยุดราชการในญี่ปุ่นในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 16 วันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้ผู้คนหยุดพักบ้าง
รัฐบาลยังได้พยายามสนับสนุนชั่วโมงที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้พนักงานของรัฐบาลสามารถเริ่มต้นและเลิกงานได้ในช่วงต้นฤดูร้อนและแม้กระทั่งปิดไฟในบางออฟฟิศในช่วงค่ำ Dentsu ก็พยายามด้วยเช่นกัน
คนงานมากขึ้นเริ่มมีความคิดในการกลับบ้านตรงเวลาในบางวัน แม้กระทั่งการประกาศในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อกระตุ้นให้คนอื่นๆ กล้าทำเช่นเดียวกัน
แต่ในขณะที่สิ่งนี้ช่วยเปลี่ยนความคิดที่ว่าการทำงานล่วงเวลามากเกินไม่เป็นสิ่งที่จำเป็น
ประมาณ 22% ของประชากรที่ทำงานมากกว่า 49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามตัวเลขในปี 2014 จากสถาบันนโยบายและการฝึกอบรมแรงงานญี่ปุ่น ตามหลังเกาหลีใต้ที่ 35% แต่นำหน้าที่สหรัฐฯที่ 16%
ทำไมต้องเปลี่ยน?
สำหรับรัฐบาลและกลุ่มธุรกิจ ก็มีองค์ประกอบเรื่องกำไรด้วยเช่นเดียวกัน
เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวมานานกว่าสองทศวรรษ สถานการณ์ได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายที่ต่ำ และอัตราการเกิดที่ต่ำมาก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ได้รับความสนใจจากคนงานส่วนใหญ่ใช้เวลาบนโต๊ะทำงาน
การผลิตและประสิทธิภาพยังไมด้รับผลกระทบจากบริษัทที่มีพนักงาน เนื่องจากบริษัทไม่ลงทุนการใช้เทคโนโลยีแทนคนงาน
Toshihiro Nagahama หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Dai-ichi Life Research Institute กล่าวกับบีบีซีว่า การบริโภคภาคเอกชนสามารถเพิ่มขึ้นสูงได้ถึง 124 พันล้านเยน ถ้าทุกแห่งใช้นโยบาย Premium Friday ให้เลิกงานที่ 3โมงเย็นในวันนั้น
แต่เขากล่าวว่า ไม่มีใครรู้ว่าจะมีกี่คนที่จะยอมรับไอเดียนี้ และไม่น่าจะได้รับความร่วมมือจากทั้งหมด ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดย่อมขึ้นมาได้
ทำไมบริษัทและคนงานถึงไม่เข้าร่วม? ในครั้งแรกที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ได้รับผลกระทบ
บริษัทต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และคนงานชาวญี่ปุ่นมักรู้สึกผิดที่ละทิ้งเพื่อนร่วมงานของตนไว้เบื้องหลัง
“คนงานชาวญี่ปุ่นกังวลเรื่องการทิ้งเพื่อนร่วมงาน” นายนากาฮามะกล่าว “พวกเขามีความรู้สึกอย่างแรงกล้าในการทำงานเป็นทีม”
การมีลูกจ้างทำงานน้อยลง เป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจขนาดเล็กของญี่ปุ่นซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อลดต้นทุน ในความจริงที่ว่าหลายธุรกิจมักดำเนินการในครอบครัวทำให้การเลิกงานเร็วยิ่งยากขึ้นไปอีก
แม้กระทั่งกับ Premium Friday นายนากาฮามะชี้ให้เห็นว่าพนักงานบางคนอาจทำงานล่วงเวลาในวันอื่นๆ หรือแม้กระทั่งทำงานอื่นๆ ในช่วงเวลาว่าง เพื่อให้ได้ชั่วโมงทำงาน ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์ใดๆกับโครงการนี้เลย
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลนี้อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้จะมีส่วนร่วมหรือไม่ แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม Hiroshige Seko ได้ให้สัญญาว่าจะไม่นัดหมายหลังเวลา 15:00 น. ในวันศุกร์นี้
แม้จะสงสัยเกี่ยวกับโครงการนี้ ผู้สนับสนุนหวังว่าเป้าหมายที่น้อยนิดของการของการเลิกงานเร็วเดือนละครั้ง รวมกับการสนับสนุนของรัฐบาลและอุตสาหกรรม จะส่งเสริมให้เกิดการยอมรับ และมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในสถานที่ทำงาน
แคมเปญนี้ยังส่งเสริมโอกาสทางการค้าสำหรับร้านอาหาร ร้านค้า บริษัทท่องเที่ยว และธุรกิจอื่น ๆ ที่อาจได้รับประโยชน์ด้วยความหวังว่าบริษัทเล็งเห็นถึงประโยชน์จากเวลาพักผ่อนที่เพิ่มขึ้นสำหรับพนักงาน
แน่นอนว่าการเปลี่ยนทัศนคติที่ลึกซึ้งในการทำงานอาจจะเป็นเรื่องยาก ความพยายามหลายครั้งก่อนหน้านี้ต่างล้มเหลว แต่ความพยายามอย่างมากนี้อาจได้รับความช่วยเหลือพนักงงานญี่ปุ่นที่ลดความภักดีลงบ้าง
คนหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่อายุน้อยกว่าอาจพบว่าโอกาสที่จะมุ่งหน้าไปที่ izakaya (ผับ) เร็วขึ้นบ้างในวันศุกร์ เป็นเพียงการสนับสนุนที่พวกเขาสมดุลชีวิตและการทำงานให้ดีขึ้น

กีฬาญี่ปุ่น

กีฬาญี่ปุ่น

ซูโม่
กีฬาระดับชาติของประเทศญี่ปุ่น (แม้ว่าจะไม่ใช่สถานะอย่างเป็นทางการ) เป็นกีฬาที่ทำให้เป็นที่หลงเสน่ห์และตาค้างในเวลาเดียวกัน ก็คือซูโม่
ซูโม่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลากว่า 1,500 ปี ตำนานเล่าว่าการอยู่รอดของชาวญี่ปุ่นคือความสมดุลของผลลัพธ์การแข่งขันซูโม่ระหว่างพระเจ้า และซูโม่เกิดขึ้นมาจากรูปแบบพิธีชินโต แม้ว่าจะมีการพัฒนามาเป็นกีฬาอาชีพแล้วก็ตาม แต่องค์ประกอบของพิธีกรรมเหล่านี้ยังคงปรากฏชัดอยู่ตั้งแต่การใช้เกลือในการทำวงแหวนการแข่งขันให้บริสุทธิ์ ไปจนถึงหลังคาของศาลเจ้าที่แขวนอยู่ด้านบน
การแข่งขันซูโม่หรือ basho จะเกิดขึ้นทุกๆสองเดือนที่โตเกียว โอซาก้า นาโกย่า และฟุกุโอกะ และเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมในการใช้เวลาทั้งวัน ก่อนการแข่งขันจะเข้มงวดและเป็นทางการ การต่อสู้จะมีภาพ เสียงของเนื้อ และพลัง ของชายร่างยักษ์สองคนที่พยายามผลัก ดัน ดึง หรือตบกันออกจากวงแหวน หรือลงบนส่วนของร่างกาย หรืออาจะใช้เท้าขนาดใหญ่ด้วยก็ได้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักมวยปล้ำชาวต่างชาติก็ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ และการเติบโตของวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ของญี่ปุ่นที่การแข่งขัน และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลาย
นำอาหารกล่องอาหารกลางวัน Bento, คว้าเบียร์และเชียร์ไปกับฝูงชนที่ชื่นชอบชัยชนะ!
เคนโด้
ความเกรี้ยวกราด และการเล่นกีฬาที่มีเสียงดังของเคนโด้ อาจเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ผสมผสานพลังความสามารถและความกล้าหาญเข้าด้วยกัน
เคนโด้อาจถูกอธิบายได้คร่าวๆ ว่าเป็น “รั้วญี่ปุ่น” แม้ว่าจะมี “ดาบ” ที่ทำจากแผ่นไม้ไผ่สี่แผ่น และมัดกันด้วยด้วยสายหนัง ต้นกำเนิดของมันอยู่ในยุคคามาคูระ (1185-1333) กับซามูไรที่ต้องการฝึกวิชาดาบ
พวกเขาก่อตั้งโรงเรียน “kenjutsu” ขึ้นเพื่อจุดประสงค์นี้ และด้วยอิทธิพลของศาสนาเซนก็มีความสำคัญต่อจิตวิญญาณพอๆกับทางกายภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไปดาบถูกแทนที่ด้วยไม้ไผ่ และมีเกราะป้องกันตัวเกราะหนา ปัจจุบันเคนโด้ได้มีการฝึกฝนทั่วญี่ปุ่นและเป็นกีฬาสำหรับทุกเพศทุกวัย
คาราเต้
แม้ว่าจะเป็นศิลปะการต่อสู้ที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่จุดเริ่มต้นของคาราเต้ก็ไม่ชัดเจนนัก ผู้คนมักจะคิดว่ามีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น, ก่อนสมัยของคาราเต้ ได้มีการกล่าวถึงว่ามีการกำเนิดที่สุดเท่าที่อนุทวีปอินเดีย
จากนั้นก็ผ่านเข้าไปในประเทศจีน ซึ่งได้รับการพัฒนามากขึ้น พ่อค้าชาวจีนนำทักษะการต่อสู้เหล่านี้ไปยังเกาะ Ryukyus ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 14 ซึ่งตอนนี้เป็นที่ตั้งของเกาะ Okinawa เป็นจังหวัดที่อยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น Ryukyus เคยเป็นอาณาจักรที่เป็นอิสระและมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งที่นี่มีการพัฒนาคาราเต้จนเป็นที่รูปแบบที่เรารู้จักในทุกวันนี้
ศิลปะการต่อสู้เหล่านี้มีมานานกว่าหลายร้อยปีแล้ว คาราเต้ไม่ได้ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 คำว่า “คาราเต้” หมายถึง “Tang hand” หรือ “Chinese hand” แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองชื่อ (และลักษณะ) ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “มือเปล่า” ซึ่งมีความพยายามที่จะพัฒนางานศิลปะในสไตล์ญี่ปุ่น ดังนั้นคาราเต้จึงมีการสู้รบอย่างไม่มีอาวุธโดยใช้ทั้งขา เท้า และแขนในการป้องกัน
ไอคิโด
ไอคิโดบางครั้งมีความหมายคร่าวๆ หมายถึง “วิถีแห่งจิตวิญญาณที่กลมกลืนกัน” เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่รุนแรงน้อยที่สุดโดยเน้นในการป้องกันซึ่งเปลี่ยนเส้นทางพลังงานและการโจมตีของผู้บุกรุก โดยให้ผลที่ดีต่อทั้งผู้โจมตีหรือผู้บุกรุก ก็จะไม่ได้ทำร้ายฝ่ายใด
ไอคิโดก่อตั้งขึ้นในปี 1920 โดย Ueshiba Morihei ซึ่ง Morihei เกิดใน Tanabe ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของ Kii Peninsula นี่เป็นพื้นที่ห่างไกลที่สวยงามทางตอนใต้ของเกียวโตและโอซาก้า และเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณ โดยความรู้สึกของจิตวิญญาณนี้ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของไอคิโด เช่นเดียวกับการเต้นแบบญี่ปุ่น ศาสนาชินโต ศาสนาพุทธ คาราเต้และเคนโด้
ยูโด
จากทั้งหมดของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ยูโดอาจจะเป็นหนึ่งที่มีการแพร่กระจายอย่างประสบความสำเร็จมากที่สุดทั่วโลก ความสำคัญอยู่ที่ความเร็ว ความฉลาดและความสามารถในการใช้ขนาดและความแข็งแรงของฝ่ายตรงข้ามเพื่อที่จะต่อต้านตัวเอง
ยูโดใช้ทั้งประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพ เป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกทุกครั้ง ยูโดหมายถึง “วิถีแห่งความอ่อนโยน” และถูกสร้างขึ้นโดยชายที่ชื่อ Kano Jigoro ในปี 1882 แรงบันดาลใจสำหรับยูโดเกิดจากการข่มขู่ที่ Jigoro ได้เป็นพพยานในโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษขนาดกลาง ที่เขาเข้าเรียนในโตเกียวเมื่ออายุเพียง 14 ปี
Jigoro ต้องการได้รับการฝึกฝนในศิลปะของ jiu-jitsu ซึ่งเป็นรูปแบบการป้องกันตัวเองในสมัยโบราณซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซามูไร แม้ว่าการหาครูเป็นเรื่องยาก แต่ในที่สุดเขาก็ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทภายใต้อาจารย์ 2 สองคน ก่อนที่เขาจะก่อตั้งโรงเรียนและโดโจที่วัด Eisho-ji ในกรุงโตเกียว และจากที่นี่ยูโดจึงกำเนิดขึ้น
กีฬาสมัยใหม่
ไม่ใช่เรื่องซูโม่ทั้งหมด!
อาจเป็นกีฬาแบบดั้งเดิมที่น่าจดจำเมื่อคิดถึงญี่ปุ่นและ เช่น ซูโม่ คาราเต้ และเคนโด้ มีผู้เข้าร่วมและผู้ติดตามมากมาย แต่เช่นเดียวกับหลายแง่มุมของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีอิทธิพลที่ทันสมัยอยู่ควบคู่ไปกับแง่มุมทางประวัติศาสตร์มากขึ้น
กีฬาเบสบอล ซึ่งนำเข้ามาโดยชาวอเมริกันในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ถึงแม้จะมีความสุขกับการเล่นกีฬาของต่างประเทศ แต่ชาวญี่ปุ่นก็ชอบที่จะมีชื่อภาษาญี่ปุ่นในกีฬานั้นๆ เช่น tenisu, sakkaa และ basukettoboru เบสบอลเป็นที่รู้จักกันในชื่อ yakyu ซึ่งหมายถึง ลูกในสนาม
เบสบอลเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ที่แม้แต่โรงเรียนประถมก็มีทีมของตัวเอง ที่มีการฟอร์มทีมเต็มรูปแบบ การแข่งขันในโรงเรียนมัธยมปลายนั้นจริงจังมาก และทีมที่ดีที่สุดจะมีการแข่งขันกันออกรายการโทรทัศน์ระดับประเทศ โดยได้เล่นที่สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศซึ่งสามารถรองรับแฟน ๆ ได้ถึง 50,000 คน!
โปรเบสบอลมีผู้ติดตามมากมายในญี่ปุ่นโดยมีการจับคู่อย่างน้อย 1 ครั้ง ที่เกิดขึ้นเกือบทุกช่วงเย็นของสัปดาห์ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง เมื่อถึงส่วนสำคัญของฤดูกาลด้วยการเล่นเพลย์ออฟ และแฟนๆ ทั่วประเทศจะนั่งติดขอบจอเพื่อรอติดตามการแข่งขันนี้
แต่ในบางครั้งนักเบสบอลที่ได้รับการยอบรับมากที่สุด คือ นักเบสบอลชาวญี่ปุ่นที่ได้เล่นค้าขายในเมเจอร์ลีกของสหรัฐฯ เช่น Ichiro Suzuki (Seattle Mariners) และ Hideki Matsui (New York Yankees) การขว้างและการเคลื่อนไหวของวีรบุรุษเหล่านี้จะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดโดยแฟน ๆ ทางบ้าน และแทบจะไม่มีการหยุดพักโฆษณาให้กับโฆษณาเครื่องดื่มหรือเสื้อผ้าใดๆ
นอกจากเบสบอลแล้ว ชาวญี่ปุ่นก็ยังชอบฟุตบอลด้วย แฟนบอลหลายคนในยุคหนึ่งจะจำ Gary Lineker ได้ นักฟุตบอลของทีมชาติอังกฤษ ที่จบอาชีพนักฟุตบอลของเขากับ Nagoya Grampus Eight ในช่วงต้นปี 1990 แต่ J-League อาจทำให้ลืมความทรงจำตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ตามทั้ง J1 และ J2 (ทั้งสองดิวิชัน) ยังคงไปได้แข็งแกร่งโดยมีทีมดังๆมากมาย เช่น Kashima Antlers (Kashima หมายถึง “เกาะกวาง”) และ Yamagata Montedio
แม้ว่าฟุตบอลอาจไม่นิยมเท่าเบสบอล แต่กีฬาฟุตบอลก็ยังคงแข็งแกร่ง และเน้นการทำงานเป็นทีมอย่างมากกับจิตใจของชาวญี่ปุ่น ทีมชาติ ” Samurai Blue ” พาแฟนๆไปที่บาร์หลังจากดูพวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันในเอเชียคัพ หรือ FIFA World Cup โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเจ้าภาพร่วมในปี 2002 กับเกาหลี
มีอะไรอีก? ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีนักกอล์ฟชั้นนำทั้งชายและหญิง เป็นกีฬาที่นิยมเล่นช่วงพักผ่อนคลายความเครียดจากธุรกิจของพนักงานหลายคนในเมือง วอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะทีมหญิงของประเทศ ได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับสูง และการว่ายน้ำเป็นงานอดิเรกที่เป็นที่นิยมเช่นกัน โดยทีมโอลิมปิกของประเทศญี่ปุ่นได้รับเหรียญจากกีฬาว่ายน้ำถึง 11 เหรียญ ในกีฬาโอลิมปิกปี 2012 ที่ลอนดอน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดที่ได้รับในงานเดียว
กีฬาสเก็ต (ญี่ปุ่นมีนักกีฬาระดับโลกหลายคน) นักยกน้ำหนัก, รักบี้(ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2019) แข่งม้า (ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการเล่นการพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น)และชนิดต่างๆของมอเตอร์สปอร์ต มั่นใจได้ว่า ถึงแม้กีฬาเบสบอลและฟุตบอลจะครองความนิยมมากที่สุด แต่ก็มีกีฬาสำหรับทุกๆคนถ้าสนใจในด้านกีฬา
ส่วนในประชากรสูงอายุ มีจำนวนหนึ่งที่ชื่อชอบกีฬา เวลาเดินผ่านชานเมืองหรือเมืองในช่วงเช้า คุณจะเห็นเกมของ gateball (กีฬาคล้ายๆ กับ croquet) และในส่วนของชนบท ชาวประมงจะออกล่องเรือไปในทะเลสาบและแม่น้ำ แม้จะใช้พลังน้อยกว่า (แต่ก็มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการรวมไว้ในหัวข้อนี้!) และเกมกระดานยอดนิยมเช่น shogi (หมากรุกญี่ปุ่น) และโก๊ะก็มีเช่นกัน
และการอภิปรายเกี่ยวกับกีฬาในประเทศญี่ปุ่นจะไม่สมบูรณ์ หากไม่มีการพูดถึง pachinko ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีป้ายนีออนที่หรูหราที่มีเสียงดังของเครื่องพินบอล ทุกคนรอคอยและหวังว่าลูกตกลงในที่ที่เหมาะสม

โลกของเกอิชา

โลกของเกอิชา

ใบหน้าสีขาวที่โดดเด่น ริมฝีปากสีแด งและทรงผมที่ตกแต่งอย่างประณีตของเกอิชา เป็นภาพลักษณ์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ซึ่งเป็นทางเข้าสู่อีกโลกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับเชิญ โลกแห่งเกอิชาในปัจจุบันยังคงเป็นปริศนาสำหรับชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่
ความทรงจำของเกอิชา
เช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ ประเทศญี่ปุ่นมีรูปแบบความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ รวมถึงเรื่องทางกาม ขณะที่ญี่ปุ่นยกเลิกการติดต่อกับโลกภายนอกในยุคเอโดะ ผู้ค้าขายที่ร่ำรวยของเมืองยังคงพัฒนาศิลปะของประเทศในพื้นที่เขตเมืองใหญ่
พ่อค้าหลายคนในเวลานี้ได้สร้างความสำราญอย่างนึ่ง พ่อค้าต่างๆ มองหาแหล่งบันเทิงประเภทอื่น ๆ รวมถึงดนตรี การเต้นรำและบทกวี จากยุคแรกนี้ โลกของเกอิชาได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้บริการ เพื่อความบันเทิง โดยใช้ความมีเสน่ห์ทำงานควบคู่ไปกับการให้ความถึงพอใจและสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเดินทางไปได้
พลังหญิง
เป็นรูปแบบของความบันเทิงนี้ก้าวหน้า เกอิชาคนแรกแท้จริงแล้วเป็นผู้ชาย ที่ปรากฏขึ้นในศตวรรษที่ 18 จากนั้นผู้หญิงก็เข้ามา และเกอิชาที่เรารู้จักในวันนี้ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อไม่ให้อยู่ในศาลหรือขโมยลูกค้าของพวกเขา เกอิชาเข้ามาแทนที่พวกเขาในช่วงทศวรรษที่ 1900 ในโตเกียว
เธอเป็นผู้หญิงสมัยใหม่
ในปัจจุบันนี้หากคุณต้องการประสบการณ์วัฒนธรรมของเกอิชา คุณต้องมุ่งสู่เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของเมืองเกียวโต ซึ่งมีเกอิชาหลายร้อยคนยังคงอยู่ในเมืองที่อาศัยและทำงานในโรงชาแบบดั้งเดิมที่พวกเขาได้ทำงานมาเสมอ จำนวนที่ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากโลกที่เข้มงวดขึ้น ทำให้อาชีพนี้ลึกลับอย่างที่เคยเป็นมา
geiko สมัยใหม่ (คำที่ใช้เรียกเกอิชาในเกียวโต) เริ่มชีวิตของเธอในบ้านเกอิชา ในเมืองเกียวโตตอนอายุประมาณ 15 ปี หลังจากเรียนรู้ทักษะการต้อนรับและศิลปะแบบดั้งเดิมแล้วเธอก็จะกลายเป็น maiko – ฝึกงาน
maiko สาวๆ จะติดตามพี่เลี้ยงและพี่สาวของเธอ “geiko” ไปยังการนัดหมาย เงาการเคลื่อนไหวของเธอ และทักษะการสังเกตความสามารถของฝ่ายตรงข้ามและสำรองไว้กับลูกค้า ในฐานะที่เป็นนักให้ความบันเทิงมืออาชีพ บทบาทของ geiko ไม่ใช่เพียงแค่การเล่นดนตรีและการเต้นรำเท่านั้น แต่ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจด้วยการสนทนาที่เฉียบแหลม และแม้แต่ร่วมเล่นเกมในยามค่ำคืนก็เช่นกัน เมื่อตอนเป็นมือสมัครเล่น maiko จะไม่ค่อยมีเสน่ห์และให้ความบันเทิงได้มากนัก และแทนที่จะอาศัยเครื่องเพชรพลอยหรูหรา ชุดกิโมโนและความอ่อนเยาว์ก็ดูเหมาะกับเธอ
Geiko และ Maiko อาจมีการนัดหมายจำนวนมากต่อคืนโดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16:00 น. วิ่งออกจากบาร์ไปยังบาร์ต่อไปบนรองเท้าแตะไม้ของพวกเธอโดยปกติพวกเขาจะหยุดในวันอาทิตย์ เปลี่ยนเป็นกางเกงยีนส์ ปล่อยผมลง และไปช้อปปิ้งเช่นหญิงสาวคนอื่น ๆ ถ้าคุณกำลังเดินไปรอบ ๆ เมืองเกียวโตในวันอาทิตย์คุณอาจเดินผ่านเกอิชาโดยที่ไม่รู้ตัว
สาวลึกลับ
ถ้าคุณต้องการพบปะและดื่มกับ maiko หรือ geiko มันขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้จักใคร และไม่ได้มาด้วยราคาถูก ส่วนใหญ่จะทำงานในที่ได้รับใบอนุญาต (ร้านน้ำชา) ในเขตเกอิชา ซึ่งมักอยู่หลังประตูไม้ที่ไม่ระบุตัวตน โดยมีสัญญาณเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถ้าไม่ได้สังเกตก็จะเดินผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
สำหรับชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก แม้แต่คนที่อาศัยอยู่ในเกียวโต พวกเขาก็มาใกล้มากที่สุดแค่เห็นพวกเธอตอนลงจากแท็กซี่และหายตัวไปหลังประตูที่ไม่มีชื่อ โดยร้านน้ำชาจัดการเพื่อรักษาชื่อเสียงของความเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะบุคคลด้วยค่าตั๋วที่แพงและต้องมีกฎสำหรับสมาชิกเท่านั้น
ในฐานะที่เป็น maiko มาถึงที่นัดหมายโดยการสวมใส่กิโมโนราคาหลายร้อยหรือหลายพันปอนด์ เครื่องประดับและเครื่องประดับผม มันจำเป็นที่ร้านน้ำชาจะต้องรู้ว่าเธอจะปลอดภัย ร้านน้ำชาจะเรียกเก็บบิลลูกค้าเป็นรายเดือน โดยการเก็บค่าเครื่องดื่ม แท็กซี่ และบริการของเกอิชา ซึ่งต้องอาศัยความไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง ลูกค้าใหม่ที่มีต้องการเข้าร่วมจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม หากสมาชิกเก่าๆ แนะนำ และพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกัน
น้องสาวกำลังทำเพื่อพวกเรา
วิถีชีวิตที่มีความต้องการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของเกอิชา และแรงกดดันของโลกสมัยใหม่ จำนวนเกอิชาจึงลดลง มีบาร์เข้ามาแข่งขัน ร้านคาราโอเกะ และภาวะเศรษฐกิจอันถดถอยที่ผ่านมาต่างก็มีผลกระทบต่อร้านน้ำชาทั้งนั้น นั่นหมายถึงโรงชาต้องมีข้อจำกัดต่างๆ น้อยลงและยินดีต้อนรับลูกค้าใหม่ ๆ และแม้กระทั่งชาวต่างชาติ หากคุณมีเงินสดที่จะจ่ายให้ คุณอาจมีโอกาสได้พบกับเกอิชา สนุกกับงานของเธอและเล่นเกมที่จำเป็นในการดื่มในเวลากลางคืน
ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ผลักดันไปในอนาคตอย่างต่อเนื่อง และในขณะที่บางคนอาจกล่าวว่าโลกเกอิชาล้าสมัยและสูญเสียศักดิ์ศรี ความเชื่อมโยงกับอดีต และประเพณีในประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่น่าอดสู ตราบเท่าที่ประเทศญี่ปุ่นยังคงรักษาวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และนับถือของโลกของเกอิชา มันจะยังคงมีชีวิตต่อไป

มังงะ & อนิเมะ

มังงะ & อนิเมะ

แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักมังงะ (การ์ตูนญี่ปุ่น) และอนิเมะ (อนิเมชั่นญี่ปุ่น) ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกและความนิยมของพวกมันเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน
มังงะ
หนังสือมังงะปกติเป็นหนังสือที่พิมพ์เป็นสีดำและสีขาว และมีการครอบคลุมหลากหลายประเภทและหลากหลายหัวข้อ ที่มุ่งเน้นไปที่ทุกเพศและทุกวัย ไม่สำหรับเพียงแต่เด็กหนุ่มเท่านั้น ซึ่งการ์ตูนเหล่านี้มักถูกวางในตลาดตะวันตก
ธีมประกอบด้วยเรื่องความโรแมนติก การผจญภัยแอคชั่น นวนิยายวิทยาศาสตร์ ขบขัน กีฬา และยังมีในเรื่องของด้านมืดขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ เช่น แนวสยองขวัญ ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการยอมรับในชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมก็ตาม
เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น หนังสือการ์ตูนสามารถพบเห็นได้ทุกที่ ผู้คนที่อ่านมังงะในรถไฟในช่วงเวลาเร่งด่วน เป็นภาพที่พบบ่อยในโตเกียว รวมทั้งส่วนที่อื่นของประเทศด้วย
ทุกเมืองจะมีร้านหนังสือบนทางเดิน ซึ่งมีประเภทของหนังสือมังงะที่หลากหลาย ร้านสะดวกซื้อเป็นที่ที่มีความสุขมากสำหรับผู้ยืนอ่านมังงะ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ไปซื้อก็ตาม ห้องรอและร้านอาหารหลายแห่ง ก็มีชั้นวางหนังสือที่มีการจัดอันดับหนังสือการ์ตูนที่เป็นที่นิยมเช่นกัน
หนังสือการ์ตูนส่วนมากจะมีเป้าหมายไปที่นักเรียน โดยใช้สไตล์ที่เรียบง่ายและตัวละครที่น่ารัก โดยคนญี่ปุ่นชอบอะไรที่ Kawaii (น่ารัก) ตัวละครยังมีดวงตาขนาดใหญ่ ซึ่งศิลปินจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ง่ายขึ้น โดยด้านล่างจะเป็นตัวอย่างของการ์ตูนยอดนิยมในหมู่เด็ก ๆ :
AstroBoy (สร้างโดย Osamu Tezuka และเผยแพร่ครั้งแรกในปี 1952) เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกที่มนุษย์และหุ่นยนต์อยู่ร่วมกัน ตัวเอก AstroBoy เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้พลังที่ของเขาในการต่อสู้กับอาชญากร เนื่องจากผลของการดูแลและความใส่ใจของเจ้าของของเขา ทำให้เขาสามารถที่จะมีอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ได้
โดราเอมอน (สร้างขึ้นโดย Fujiko F Fujio และได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 1969) เป็นเรื่องราวของแมวหุ่นยนต์สีน้ำเงินที่เดินทางย้อนเวลากลับมาจากศตวรรษที่ 24 เพื่อช่วยเด็กนักเรียนโนบิตะโนบิ ผ่านการทดลองสิ่งของต่างๆ และความยากลำบากในชีวิต
Dragon Ball (สร้างโดย Akira Toriyama และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1984) เป็นเรื่องราวของ โงคุและเพื่อนของเขา Bulma พวกเขาสำรวจตำนานโลก การเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ และค้นหา “dragonballs” ที่สามารถเรียกพลังของมังกรมหัศจรรย์มาช่วยเหลือพวกเขาในยามขบขันได้
ในขณะที่เปลี่ยนเป้าหมายของหนังสือการ์ตูนจากเด็กๆ ไปที่วัยรุ่นและเยาวชน หัวข้อนี้อาจจะมีความดาร์คขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ไอเดียพื้นฐานเกี่ยวกับการเอาชนะความชั่วร้ายก็ยังคงมีอยู่ รูปแบบของงานศิลปะจะมีรายละเอียดมากขึ้นและสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่คุณลักษณะของตัวละครยังคงความสดใสและมีสไตล์ ตัวอย่างต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างการ์ตูนที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น:
Bleach (สร้างโดย Noriaki Kubo และได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 2001) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัยรุ่นที่ชื่อ Ichigo ซึ่งได้รับพลังแห่ง Soul Reaper (เสมือนกับเทพพระเจ้าแห่งความตาย) และปกป้องโลกมนุษย์จากวิญญาณอันชั่วร้าย รวมทั้งนำทางวิญญาณให้เดินทางไปยังโลกหลังความตายอย่างปลอดภัย
Death Note (สร้างโดย Tsugumi Oba และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2003) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Light นักเรียนมัธยมปลายที่ได้รับ “Death Note” จากเทพพระเจ้าแห่งความตาย ซึ่งเมื่อ Light เขียนชื่อของใครลงในสมุดนั้น ชีวิตของพวกเขาจะมาถึงจุดจบดังนั้นเขาจึงใช้สมุดเล่มนี้เพื่อกำจัดอาชญากรและความชั่วร้าย
ทั้งการ์ตูน Bleach และ Death Note ได้รับการจัดอันดับเป็นการ์ตูนยอดนิยม ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ความนิยมของการ์ตูนนี้ในประเทศแถบตะวันตกไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น
อนิเมะ
เมื่อการ์ตูนบางเรื่องได้รับความนิยมมากๆ แล้ว ก็จะส่งผลให้มีการสร้างอนิเมชันสำหรับทีวีซีรี่ย์ออกมา อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่มังงะเท่านั้นที่จะนำมาเป้นแรงบันดาลใจในการสร้างอนิเมะขึ้นมา ตัวอย่างเช่น Pokémon เป็นวีดิโอเกมของค่าย Nintendo ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ก่อนที่จะถูกนำมาสร้างขึ้นเป็นทีวีซีรีย์ มังงะ และอนิเมะ
ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากมังงะ เช่น การใช้สี การเคลื่อนไหว และการใส่เสียงลงไปในอนิเมะทำให้ดูมีชีวิตขึ้นมา แต่มีองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นก็คือเพลง ศิลปินจาก J-pop และ J-rock ทุกคนยอมลงทุนเพื่อเขียนบทเพลงให้อนิเมะเรื่องใหญ่เรื่องต่อไป เนื่องจากสามารถการันตีได้ว่า เพลงจะได้รับความสนใจอย่างมาก
หนึ่งในนักสร้างแอนิเมชันที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่องมากที่สุดในญี่ปุ่น คือ Hayao Miyazaki ผู้อำนวยการร่วมของ Studio Ghibli ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1985 อาชีพอันยาวนานของเขาได้ปรากฏให้เห็นแอนิเมชันในภาพยนตร์หลายเรื่อง ซึ่งซาบซึ้งกินใจคนญี่ปุ่นและคนอื่นๆ ทั่วโลกเป็นอย่างมาก
ในแอนิเมชันของเขาจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครของเขาที่จะมีมีดวงตาเล็กๆ แตกต่างจากการ์ตูนอื่นๆ ที่จะมีดวงตาขนาดใหญ่ตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของผลงานของเขาก็คือ ส่วนใหญ่ตัวเอกในเรื่องจะเป็นผู้หญิงที่รักอิสระและแข็งแกร่ง
ผลงานที่โด่งดังที่สุดของมิยาซากิ ได้แก่ Princess Mononoke, My Neighbor Totoro และ Spirited Away ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขา Best Animated Feature ในงาน 75th Academy Awards

The official site of Ghibli Museum, Mitaka in Japan(อังกฤษ)

ภาพยนตร์อนิเมะยอดนิยมหลายเรื่องและภาพยนตร์ของ Miyazaki ได้ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก หลังจากถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ แต่เพื่อให้ได้ความรู้สึกที่แท้จริงของงานที่แท้จริงแล้ว ควรที่จะต้องดูเป็นภาษาญี่ปุ่น
ผู้ท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นส่วนมากเพียงแค่ชื่นชมมังงะและอนิเมะแบบผิวเผินโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นใคร อย่างไรก็ตาม การค้นหาลงไปในโลกจินตนาการนี้จะช่วยเพิ่มเวลาของคุณในญี่ปุ่น เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับตัวละครนั้นจะช่วยให้คุณได้พบกับรู้จักคนญี่ปุ่นดีมากยิ่งขึ้น
ถ้าคุณตัดสินใจที่จะเจาะลึกเข้าไปในโลกอันกว้างใหญ่นี้ โปรดระวัง: เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในโลกนั้นแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะหาทางออกมาได้ และก่อนที่คุณจะรู้ตัวด้วยซ้ำ คุณอาจจะถูกเรียกหรือเรียกตัวเองว่าเป็นโอตาคุแล้วก็ได้